| ||
|
http://supattraaew.blogspot.com
วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556
การจดทะเบียนพาณิชย์
วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555
มาทำบุญ ด้วยการ "กินเจ" กันเถอะค่ะ
"กินเจ" เป็นคำที่คุ้นหูกันมากสำหรับบรรดาสาธุชนผู้ใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย แต่สำหรับคนทั่วไปส่วนใหญ่ยังคงคิดกันไปว่า การกินเจเป็นเรื่องของคนที่เชื่อบาปเชื่อบุญมากกว่า จะเห็นว่าแท้จริงแล้วการกินเจเป็นเรื่องของเหตุและผลที่ถูกต้องดีงาม มีคำกล่าวว่า "คนเราจะยืนได้ ขาทั้งสองต้องแข็งแรงเสียก่อน" ความหมายก็คือ ก่อนที่เราจะลงมือปฏิบัติการงานใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมีพื้นฐานที่มั่นคงเสียก่อน สิ่งสำคัญสองประการที่จะช่วยเหลือค้ำจุนให้เรามีรากฐานที่มั่นคง ได้แก่
ประการที่ 1 คือ "ความรู้" เราต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่จะปฏิบัติให้ดีเสียก่อน โดยอาศัยการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มามากพอสมควร
ประการที่ 2 คือ "สติปัญญา" เราต้องรู้จักใช้สติปัญญาเข้าไปพิจารณาความรู้เหล่านั้นอย่างรอบคอบ จนบังเกิดความเข้าใจกระจ่างชัดถึงเหตุและผล โดยถูกต้องถ่องแท้ หากจะลงมือปฏิบัติการใดๆ โดยขาดทั้งความรู้และสติปัญญาพิจารณา ก็ยากที่จะสำเร็จลุล่วงไปได้ เมื่อไม่ศึกษาก็ไม่รู้ รู้แล้วไม่พิจารณาก็ไม่เข้าใจ แต่ผู้ที่ศึกษาจนเข้าใจดีแล้ว ยังไม่ลงมือปฏิบัติก็ไร้ประโยชน์ โอสถทิพย์แม้จะวิเศษล้ำเลิศสักปานใด หากคนไม่ยอมกิน ผลดีนั้นก็ไม่มีทางจะเกิดขึ้นแก่เขาได้เลย การกินเจเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน ผู้ที่ได้ปฏิบัติแล้วเท่านั้นจึงจะประจักษ์แจ้งถึงคุณวิเศษ อันล้ำเลิศได้ด้วยตนเอง
บทความเรื่อง "การกินเจ" นี้ จึงมุ่งหวังให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาในอีกแง่มุมหนึ่งของการกินเจ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน และเรียนรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไปภายหน้า ฉะนั้นขอให้ผู้ที่มีรากบุญกุศล อันสร้างสมมาแล้วในอดีต และตั้งใจจะปฏิบัติบำเพ็ญต่อไปในชาตินี้ควรศึกษา "การกินเจ" ให้เข้าใจกระจ่างแจ้ง เมื่อใดที่ศรัทธามั่นคงดีแล้ว จิตย่อมบังเกิดมีพลังแกร่งกล้า สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลาย บนเส้นทางของการบำเพ็ญธรรม และแล้วเมื่อนั้นเราก็จะสามารถบรรลุสู่เป้าหมายอันสูงสุดไปได้โดยไม่ยากเลย
ความหมายของคำว่า "เจ"
คำว่า "เจ" ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า "อุโบสถ" คำว่า "กินเจ" ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน ดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ "อุโบสถศีล" หรือ "รักษาศีล 8" จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีล ของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมเรียก "การไม่กินเนื้อสัตว์" ไปรวมกันคำว่า "กินเจ" ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วย ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า "กินเจ" ฉะนั้นความหมายก็คือ "คนกินเจ" มิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คนที่กินเจ ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาด งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีลบำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกัน เช่นนี้แล้วจึงจะเรียกว่า "กินเจที่แท้จริง" ดังนั้น คำคล้องจองที่เราได้ยินอยู่เสมอ คือ "ถือศีลกินเจ" จึงนับว่ามีความหมายสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในตัวเองแล้ว
ตามร้านขาย "อาหารเจ" เราจะพบเห็นตัวอักษร คำนี้อ่าน "ไจ" (เจ) แปลว่า "ไม่มีของคาว" เขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาลกินเจเดือน 9 จะเห็นตัวอักษรนี้เขียนบนธงสีเหลือง ปักอยู่ตามแผงขายอาหารเจมองเห็นเป็นที่สะดุดตาแก่คนทั่วไป ชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งสิริมงคลแก่ชีวิต สีเหลืองเป็นสีของผู้ทรงศีล ดังนั้นผู้ตั้งใจถือศีลบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายเตือนสติให้ระลึกไว้เสอมว่า "การกินเจงดเว้นเนื้อสัตว์ของคาวคือ การปฏิบัติธรรม รักษาศีลของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้ อันจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลก"
วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วิธีการติดตั้ง Microsoft Office 2010
1. ในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ติดตั้ง Microsoft Office 2010 ให้ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์นั้น




2.ดับเบิลคลิกที่ Set up

3. หน้านี้จะถามว่าคุณจะติดตั้งโปรแกรมนี้ไหม ให้ตอบ Yes

4.ทำการยอมรับเงื่อนไขที่กำหนด คลิก Continue

5.คลิก Install Now

6.รอจนการติดตั้งโปรแกรมแล้วเสร็จ

7.ใซ์ถัดไปคลิก Close เพื่อจบการติดตั้ง Microsoft Office 2010




2.ดับเบิลคลิกที่ Set up

3. หน้านี้จะถามว่าคุณจะติดตั้งโปรแกรมนี้ไหม ให้ตอบ Yes

4.ทำการยอมรับเงื่อนไขที่กำหนด คลิก Continue

5.คลิก Install Now

6.รอจนการติดตั้งโปรแกรมแล้วเสร็จ

7.ใซ์ถัดไปคลิก Close เพื่อจบการติดตั้ง Microsoft Office 2010
วิธีการลง WINDOWS 7
1. ใส่แผ่น Windows7 แล้วทำการ Restart เครื่อง เมื่อหน้าจอดับให้กด spec bar และF10 พร้อมกัน

2.ทำการเปลี่ยนภาษาตามนี้
Language to install : English
Time : Thai(Thailand)
Keyboard : US ให้เลือกเป็น US ก่อน

3. จากนั้นให้ทำการกด Install now

5. ยอมรับเงื่อนไข Lincene ของ windows 7

6. ขั้นตอนนี้ให้เลือก Custom(advanced)

ึ7. คลิก Drive options แล้วคลิก Disk 0 Partition 1 จากนั้น คลิก คำว่า Delete เพื่อลบ Drive C

8. คลิก OK แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้

- คลิก New

- คลิก Apply

-คลิก Next

9.ขั้นตอนนี้เป็นการรอ ระบบกำลังติดตั้ง

-ต่อมาหน้าจอจะโชว์หน้าต่างนี้ให้คลิก Enter จากนั้นระบบก็จะทำงานต่อไปดังรูป


10.ใส่ accout เครื่องที่ใช้

-เมื่อถึงหน้าจอนี้ จะให้ใส่ Password แต่เราไม่ใส่ให้คลิก Next


11. ขั้นตอนนี้ให้เราเลือก Use recommended Setting เพื่อเป็นการ Update Patch windows ต่างๆ

12.ให้เราเลือกเวลา Time Zone : UTC+07.00 Bangkok,Hanoi,Jakarta

13.เลือกเครือข่ายสัญญาณ WiFi

14.ในหัวข้อนี้ถ้าเรายังไม่แน่ใจ ให้เราเลือก Work network


15.เสร็จสมบูรณ์

2.ทำการเปลี่ยนภาษาตามนี้
Language to install : English
Time : Thai(Thailand)
Keyboard : US ให้เลือกเป็น US ก่อน

3. จากนั้นให้ทำการกด Install now

5. ยอมรับเงื่อนไข Lincene ของ windows 7

6. ขั้นตอนนี้ให้เลือก Custom(advanced)

ึ7. คลิก Drive options แล้วคลิก Disk 0 Partition 1 จากนั้น คลิก คำว่า Delete เพื่อลบ Drive C

8. คลิก OK แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้

- คลิก New

- คลิก Apply

-คลิก Next

9.ขั้นตอนนี้เป็นการรอ ระบบกำลังติดตั้ง

-ต่อมาหน้าจอจะโชว์หน้าต่างนี้ให้คลิก Enter จากนั้นระบบก็จะทำงานต่อไปดังรูป


10.ใส่ accout เครื่องที่ใช้

-เมื่อถึงหน้าจอนี้ จะให้ใส่ Password แต่เราไม่ใส่ให้คลิก Next


11. ขั้นตอนนี้ให้เราเลือก Use recommended Setting เพื่อเป็นการ Update Patch windows ต่างๆ

12.ให้เราเลือกเวลา Time Zone : UTC+07.00 Bangkok,Hanoi,Jakarta

13.เลือกเครือข่ายสัญญาณ WiFi

14.ในหัวข้อนี้ถ้าเรายังไม่แน่ใจ ให้เราเลือก Work network


15.เสร็จสมบูรณ์
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
หลักการ การออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิก
ความสำคัญของการออกแบบ
....... การออกแบบ มีอิทธิพลต่อการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา เกี่ยวข้องกับ ทุกระดับอายุ ทุกเพศ ทุกอาชีพ ทุกคนมีความรักสวย รักงาม ดังสุภาษิตไทยที่ว่า " ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง " เช่น การแต่งกายที่แต่ละคนต่างล้วนเลือกสรรและเลือกอย่างรอบคอบให้เข้ากับบุคลิกและสรีระของตน เริ่มตั้งแต่ ลวดลาย สีเสื้อผ้าจะต้องกลมกลืนเข้ากัน มีผลต่อความสูง ความอ้วน เช่น คนตัวเตี้ยควรจะใส่เสื้อลายเส้นตรงแนวดิ่งที่มีหลายเส้น ส่วนคนอ้วนควรเลือกลายเส้นตรงแนวดิ่งที่มีสามสี่เส้น เน้นสีสดอยู่ส่วนที่เป็นแถบกลางตัว สีเข้มมืดๆอยูแถบข้างลำตัวทั้งสองข้าง เป็นต้น รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน นาฬิกา สร้อยคอ เข็มกลัดติดเสื้อ จนถึงแว่นตา ต้องมีการออกแบบเพื่อให้ถูกใจเหมาะสมผู้ใช้ทั้งสิ้น ถ้ามองไปถึงเก้าอี้นั่ง รูปทรงแบบใดเหมาะกับงานชนิดใด สถานที่ใด เช่น ใช้กับโต๊ะทำงานปกติ ใช้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ติดตั้งบนรถเก๋ง รถโดยสาร รถไฟฟ้า หรือในโรงภาพยนตร์ การเลือกซื้อรถยนต์ เกินกว่า 70 % เลือกที่รูปทรงและสีของรถ แม้แต่เม็ดยาที่เรากินรักษาโรค ยังต้องออกแบบให้มีสีน่ากิน เคลือบรสหวาน รูปทรงกลม มน กลืนง่าย เป็นต้น
.......มนุษย์เราให้ความสำคัญในด้านการออกแบบมาก จะเห็นได้ว่าการออกแบบศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ควบคู่อยู่กับความสุนทรียะของมนุษย์ตลอดมา
.......1. ช่วยถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดให้เป็นรูปธรรมได้ชัดเจน
.......2. เป็นภาพที่ติดอยู่กับวัสดุต่าง ๆ ได้นานสามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้
.......3. ช่วยให้การสื่อสารและการเรียนรู้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
.......4. ช่วยให้ผู้ชมเพลิดเพลินจากลายเส้นและสีสันที่สวยงาม
.......5. เป็นสื่อที่มีปริมาณการรับรู้มากที่สุด
หลักการออกแบบกราฟิก (The Principler of Graphic Design)
.......ก่อนที่จะทำงานออกแบบกราฟิกประเภทใดก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนของงาน เพราะช่องทาง รูปแบบและวิธีการ ของการนำเสนอมีมาก มีความรวดเร็ว ไร้ขอบเขต เช่นใน เว็บไซต์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่างๆ ซึ่งต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันเหตุการณ์ อาจจะทำให้เกิดความสับสน ยุ่งยากในการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อการทำงาน เกิดความไม่เป็นระบบ มีการสูญเสียและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
vv..ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรมีหลักการและข้อควรคำนึงก่อนการเริ่มงานเพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง รัดกุมและวางแผนการดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตลอดจนจบกระบวนการ ไม่มีปัญหาและอุปสรรค
หลักการดำเนินงานออกแบบกราฟิก
.....หลักการดำเนินงานและการวางแผนขั้นต้นของการออกแบบกราฟิกมีดังนี้
......1. วัตถุประสงค์เพื่ออะไร ผู้ออกแบบต้องรู้ว่า จะบอกกล่าว เรื่องราวข่าวสารอะไรแก่ผู้รับรู้บ้าง เช่น ทฤษฎีหรือหลักการ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ผู้ออกแบบต้องรู้วิธีการนำเสนอ (Presentation) ที่ดีและเหมาะสมกับเรื่องราวเหล่านั้นว่ามีเป้าหมายของการออกแบบเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น เพื่อแนะนำ เผยแพร่ เพื่อให้ความรู้ หรือความบันเทิงเป็นต้น
.......2. กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร แบ่งเป็นเพศ ชาย หญิง ่หรือบุคคลทั่วไป มีช่วงอายุเท่าใด นิสิตนักศึกษาหรือเฉพาะกลุ่มสนใจ ข่าวสารที่ให้มีระดับความยาก-ง่าย หรือมีความเป็นสากลหรือไม่ เฉพาะคนในประเทศหรือชาวต่างชาติ ซึ่งผู้ออกแบบจำเป็นจะต้องรู้และเข้าใจเพื่อวางแผน ดำเนินการกับข่าวสาร ออกแบบ และการนำเสนอให้ตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ถูกต้อง
......3. สิ่งที่ต้องการบอกคืออะไร หมายถึง วิธีการที่จะสื่อความหมายกับผู้รับรู้หรือกลุ่มเป้าหมาย และถ้าที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ล่วงหน้า ชัดเจนแล้วก็จะทำให้ผู้ออกแบบมีความสะดวกในการที่จะบอกหรือสื่อความหมายได้ง่ายขึ้น เช่น การเลือกใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และภาพประกอบต่าง ๆสื่อแทนคำศัพท์ ข้อความที่เป็นนามธรรม ได้ตรงตามระดับความสามารถในการรับรู้ของผู้รับ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในความหมายของข่าวสารนั้น ๆ จำได้ในเวลาอันรวดเร็วและจดจำไว้ตลอดไป
.......4. นำเสนอข่าวสารด้วยสื่อใด แบบใด ผู้ออกแบบต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเภทของสื่อ ศักยภาพของสื่อชนิดต่างๆ คำนึงถึงการเลือกใช้สื่อในการนำเสนอข่าวสารเป็นรูปแบบใด จึงจะได้ผลดีมีความเหมาะสมกับข่าวสาร และผู้ออกแบบควรจะใช้วิธีการจัดการกับข่าวสารนั้น อย่างไร จึงจะสามารถโน้มน้าวจิตใจและสื่อความหมายต่อผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
การออกแบบกราฟิก
.......ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกถึงการสื่อความหมายในลักษณะของตัวอักษรและภาพในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางทัศนสัญลักษณ์ (Visual form) ดังนั้นในการออกแบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้เกี่ยว การมองเห็นและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง
ที่มา :
ถาวร สายสืบ.การประกอบภาพ.พิษณุโลก:ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
......คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2546. http://202.29.7.2/teacher/sudatip/Elearning_files/DATA6.HTML
(ข้อมูลเว็บไซต์ อ้างอิงเมื่อ 07/11/06)
....... การออกแบบ มีอิทธิพลต่อการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา เกี่ยวข้องกับ ทุกระดับอายุ ทุกเพศ ทุกอาชีพ ทุกคนมีความรักสวย รักงาม ดังสุภาษิตไทยที่ว่า " ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง " เช่น การแต่งกายที่แต่ละคนต่างล้วนเลือกสรรและเลือกอย่างรอบคอบให้เข้ากับบุคลิกและสรีระของตน เริ่มตั้งแต่ ลวดลาย สีเสื้อผ้าจะต้องกลมกลืนเข้ากัน มีผลต่อความสูง ความอ้วน เช่น คนตัวเตี้ยควรจะใส่เสื้อลายเส้นตรงแนวดิ่งที่มีหลายเส้น ส่วนคนอ้วนควรเลือกลายเส้นตรงแนวดิ่งที่มีสามสี่เส้น เน้นสีสดอยู่ส่วนที่เป็นแถบกลางตัว สีเข้มมืดๆอยูแถบข้างลำตัวทั้งสองข้าง เป็นต้น รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน นาฬิกา สร้อยคอ เข็มกลัดติดเสื้อ จนถึงแว่นตา ต้องมีการออกแบบเพื่อให้ถูกใจเหมาะสมผู้ใช้ทั้งสิ้น ถ้ามองไปถึงเก้าอี้นั่ง รูปทรงแบบใดเหมาะกับงานชนิดใด สถานที่ใด เช่น ใช้กับโต๊ะทำงานปกติ ใช้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ติดตั้งบนรถเก๋ง รถโดยสาร รถไฟฟ้า หรือในโรงภาพยนตร์ การเลือกซื้อรถยนต์ เกินกว่า 70 % เลือกที่รูปทรงและสีของรถ แม้แต่เม็ดยาที่เรากินรักษาโรค ยังต้องออกแบบให้มีสีน่ากิน เคลือบรสหวาน รูปทรงกลม มน กลืนง่าย เป็นต้น
.......มนุษย์เราให้ความสำคัญในด้านการออกแบบมาก จะเห็นได้ว่าการออกแบบศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ควบคู่อยู่กับความสุนทรียะของมนุษย์ตลอดมา
.......1. ช่วยถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดให้เป็นรูปธรรมได้ชัดเจน
.......2. เป็นภาพที่ติดอยู่กับวัสดุต่าง ๆ ได้นานสามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้
.......3. ช่วยให้การสื่อสารและการเรียนรู้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
.......4. ช่วยให้ผู้ชมเพลิดเพลินจากลายเส้นและสีสันที่สวยงาม
.......5. เป็นสื่อที่มีปริมาณการรับรู้มากที่สุด
หลักการออกแบบกราฟิก (The Principler of Graphic Design)
.......ก่อนที่จะทำงานออกแบบกราฟิกประเภทใดก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนของงาน เพราะช่องทาง รูปแบบและวิธีการ ของการนำเสนอมีมาก มีความรวดเร็ว ไร้ขอบเขต เช่นใน เว็บไซต์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่างๆ ซึ่งต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันเหตุการณ์ อาจจะทำให้เกิดความสับสน ยุ่งยากในการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อการทำงาน เกิดความไม่เป็นระบบ มีการสูญเสียและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
vv..ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรมีหลักการและข้อควรคำนึงก่อนการเริ่มงานเพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง รัดกุมและวางแผนการดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตลอดจนจบกระบวนการ ไม่มีปัญหาและอุปสรรค
หลักการดำเนินงานออกแบบกราฟิก
.....หลักการดำเนินงานและการวางแผนขั้นต้นของการออกแบบกราฟิกมีดังนี้
......1. วัตถุประสงค์เพื่ออะไร ผู้ออกแบบต้องรู้ว่า จะบอกกล่าว เรื่องราวข่าวสารอะไรแก่ผู้รับรู้บ้าง เช่น ทฤษฎีหรือหลักการ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ผู้ออกแบบต้องรู้วิธีการนำเสนอ (Presentation) ที่ดีและเหมาะสมกับเรื่องราวเหล่านั้นว่ามีเป้าหมายของการออกแบบเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น เพื่อแนะนำ เผยแพร่ เพื่อให้ความรู้ หรือความบันเทิงเป็นต้น
.......2. กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร แบ่งเป็นเพศ ชาย หญิง ่หรือบุคคลทั่วไป มีช่วงอายุเท่าใด นิสิตนักศึกษาหรือเฉพาะกลุ่มสนใจ ข่าวสารที่ให้มีระดับความยาก-ง่าย หรือมีความเป็นสากลหรือไม่ เฉพาะคนในประเทศหรือชาวต่างชาติ ซึ่งผู้ออกแบบจำเป็นจะต้องรู้และเข้าใจเพื่อวางแผน ดำเนินการกับข่าวสาร ออกแบบ และการนำเสนอให้ตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ถูกต้อง
......3. สิ่งที่ต้องการบอกคืออะไร หมายถึง วิธีการที่จะสื่อความหมายกับผู้รับรู้หรือกลุ่มเป้าหมาย และถ้าที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ล่วงหน้า ชัดเจนแล้วก็จะทำให้ผู้ออกแบบมีความสะดวกในการที่จะบอกหรือสื่อความหมายได้ง่ายขึ้น เช่น การเลือกใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และภาพประกอบต่าง ๆสื่อแทนคำศัพท์ ข้อความที่เป็นนามธรรม ได้ตรงตามระดับความสามารถในการรับรู้ของผู้รับ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในความหมายของข่าวสารนั้น ๆ จำได้ในเวลาอันรวดเร็วและจดจำไว้ตลอดไป
.......4. นำเสนอข่าวสารด้วยสื่อใด แบบใด ผู้ออกแบบต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเภทของสื่อ ศักยภาพของสื่อชนิดต่างๆ คำนึงถึงการเลือกใช้สื่อในการนำเสนอข่าวสารเป็นรูปแบบใด จึงจะได้ผลดีมีความเหมาะสมกับข่าวสาร และผู้ออกแบบควรจะใช้วิธีการจัดการกับข่าวสารนั้น อย่างไร จึงจะสามารถโน้มน้าวจิตใจและสื่อความหมายต่อผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
การออกแบบกราฟิก
.......ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกถึงการสื่อความหมายในลักษณะของตัวอักษรและภาพในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางทัศนสัญลักษณ์ (Visual form) ดังนั้นในการออกแบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้เกี่ยว การมองเห็นและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง
ที่มา :
ถาวร สายสืบ.การประกอบภาพ.พิษณุโลก:ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
......คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2546. http://202.29.7.2/teacher/sudatip/Elearning_files/DATA6.HTML
(ข้อมูลเว็บไซต์ อ้างอิงเมื่อ 07/11/06)
วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เครื่องฉายสไลด์ Samsung MBP-100

เทคโนโลยีสมัยใหม่เกี่ยวกับเครื่องฉายสไลด์หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม เครื่องโปรเจ้คเตอร์ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ มาในรุ่น Samsung MBP-100 รุ่นนี้มีรูปร่างเหมือนกล่องบุหรี่ เล็กกระทัดรัดสามารถพกพาไปได้ทุกที่ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์มือถือ กล้องถ่ายรูป ได้อีกด้วย ทำให้เรานำภาพหรือวีดีโอ จากอุปกรณ์เหล่านี้มาแสดงโดยเครื่องฉายสไลด์ Samsung MBP-100 ได้เลยทันที
โดยทางบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิก วางแผนไว้ว่าจะวางขาย Samsung MBP-100 ในเกาหลีประมาณ เดือนมีนาคมนี้ สำหรับบ้านเรา คงต้องรอ Samsung MBP-100 อีกสักพัก
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วิธีการลง Windows XP Professional

1.ใส่แผ่น CD + Restart เครื่อง แล้วกด F10
2.Boot>เลือก Boot Device Priority แล้วกด Enter> เลือก 1St Boot Device [CD-ROM Group]
3.กด F10,YES,ENTER
4.กด Esc ถ้าอยู่ในไดร์ D กด L
5.เลือกไดร์ C>ENTER กด C
6.เลือก [Quick] ENTER กด F
7.หน้าจอจะแสดง Windows xp Professional Setup ตั้งชื่อ IT_12
8.ลบ Password>ENTER
9.หน้าจอแสดง Welcome to Microsoft Windowsกด Next
10.หน้าจอแสดง Help proect your PC ตลิก Not right now กด Next
11.หน้าจอแสดง Who will use this computer ตั้งชื่อ Your name IT_12 กด Next
12.กด Finish
การติดตั้ง Windows ยังไม่เสร็จเท่านี้นะ มีต่อ
13.คลิกขวาเลือก Properties
14.ขึ้นหน้าจอ Display Properties เลือก Desktop
15.ขึ้นหน้าจอ Display Properties เลือก Customize Desktop
16.ขึ้นหน้าจอ Desktop ltems ให้เราคลิก My Documents ,My Network ,My Computer แล้วกด OK
17.ขึ้นหน้าจอ Display Properties ให้กด OK
18.คลิกขวาเลือก Properties
19.ขึ้นหน้าจอ Display Properties เลือก Settings
20.คลิกขวาเลือก Display Properties ปรับให้เป็น 1,024 แล้วกด OK และกด Yes
สรุป การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

สรุปการคิดเชิงสร้างสรรค์
สร้างสรรค์ ให้ความหมายถึงความคิดแง่บวกคือการพูดแง่บวก โดยที่ไม่มีในที่เกี่ยวข้องกลับความแตกต่าง หรือแปลกใหม่ ทั้งนี้ความคิดแง่บวกเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะนิสัยมากกว่าวิธีคิด ตรงข้ามกับความคิดแง่ลบ ซึ่งหมายถึงความคิดที่ไม่ดีงาม คิดไม่ดีกับผู้อื่นหรือตนเอง คิดบั่นทอนกำลังใจ
สร้างสรรค์ ให้ความหมายถึงการกระทำที่ไม่ทำร้ายใคร ใช้ในการคิดที่ไม่ทำร้ายใคร การคิดและการกระทำในเชิงบวก มุ่งหมายเสริมสร้างให้ดีขึ้น ตรงข้ามกับความคิดและการกระทำในเชิงลบที่มุ่งทำลาย เป็นลักษณะการเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และสารมารถเอาไปใช้ได้
ความคิดนั้นที่จะสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้ 2 ทาง
1. เริ่มจากจินตนาการ แล้วย้อนกลับสู่สภาพความเป็นจริง คือการคิดจินตนาการจากความฝัน ทำให้เป็นความจริงขึ้นมา
2.เริ่มจากความรู้แล้วคิดต่อยอดสู่สิ่งใหม่ คือการนำความรู้ที่มีอยู่แล้ว โดยเราไม่ได้คิดขึ้นมาเองนำมาทำให้เป็นสิ่งใหม่ๆ
ความคิดสร้างสรรค์ลักษณะนี้เกิดจากการนำเอาข้อมูลหรือความรู้ที่มีอยู่มาคิดต่อยอดหรือคิดเพิ่ม ฐานข้อมูลที่มีอยู่จะเป็นเหมือน ”ตัวเขี่ยความคิด” ให้เราคิดในเรื่องใหม่ ๆ
การคิดเชิงสร้างสรรค์ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม หมายถึง การขยายขอบเขตความคิดออกไปจากกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่ สู่ความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น
ลำดับขั้นของการคิดเชิงสร้างสรรค์
การคิดเชิงสร้างสรรค์ มักประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
- คิดอย่างมีเป้าหมาย ที่จะทำให้เราไปสู่ความสำเร็จ
- แสวงหาแนวคิดใหม่ๆ ที่จะแตกต่างเพื่อให้เป้าหมายที่เราคิดสำเร็จ
- ประเมินและคัดเลือกแนวคิดที่เราคิดได้มากลั่นกรอง สมเหตุสมผลตามความต้องการของเป้าหมาย
ทัศนคติของนักคิดสร้างสรรค์
เราต้องทำลายกรอบแห่งความคิด ทัศนคติที่ผิดๆ ให้คิดในแง่ที่ดีดี อย่าคิดในแง่ร้าย หยุดที่จะกลัวในความคิดในสิ่งที่จะลองทำ คิดตามใจตนเองอย่าดึงเพื่อนมาคิด เปิดรับประสบการณ์ หาความรู้ไม่ปิดโอกาสของตนเอง อย่ารักสบาย ต้องอดทนบากบั่น ทำให้สำเร็จ ไม่กลัวที่จะคิดต้องกล้าเสี่ยง สู้ต่อคำถามที่จะต้องให้มีคำตอบ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจเราจะต้องเรียนรู้เพื่อล้มเหลว และอย่าท้อกับความผิดพลาดที่จะเกิดจากความคิด
ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ กำรงขันความคิด หรือทัศนคติผิด ๆ ที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ได้ทุกทำลายไป จากการสำรวจสถานะทางการคิดสร้างสรรค์ในบทที่ผ่านมา องค์ประกอบสำคัญที่ควรพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการคิดสร้างสรรค์คือ การพัฒนาทัศนคติและนิสัยนักคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นเหมือนการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญในอนาคต
วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การทำภาพฉีก(รัฐพงษ์ แก้วเตือนจิตร-เต้)
การสร้างรูปก้อนเมฆ (สุภาวดี เก้งทนท์-แหม่ม)
1.เข้า File/New ตั้งกระดาษเปล่า
2.เปลี่ยนสี Color Box สีฟ้า
3.เข้าแถบเครื่องมือการเทสี เลือก Gradient Tool G คลิกแถบเครื่องมือตัวอย่างสี เลือก Reset Gradients OK
4.ลากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งตามที่เราต้องการ
5.เปลี่ยน Background ให้เป็น Layer 0
6.สร้าง Layer 1 ขึ้นมา
7.เปลี่ยนสี Color Box เปลี่ยนสีดำ,ขาว
8.เข้า Filter/Render เลือก Clouds
9.เข้า Filter/Render เลือก Difference Clouds
10.กด Ctrl+F
11.กด Ctrl+ L เปลี่ยน ช่องแรก 30,1.00,100 กด OK
12.คลิกขวา Layer 1 เลือก Duplicate Layer กด OK
13.เข้า Filter/Stylize เลือก Extrude ตั้งค่าช่องแรก 2,30 คลิก Level-based กด OK
14.เปลี่ยน Normal เป็น Screen ทั้ง 2 Layer
15.เข้า Filter/Blur เลือก Gaussian Blur ตั้งเป็น 1.9 กด OK
16.เข้าแถบเครื่องมือด้านซ้ายตัวที่ 8 พู่กัน คลิกขวาเลือก Eraser Tool E คลิกแถบเครื่องมือด้านบนช่อง 2 เปลี่ยนเป็น 9 pixel และเปลี่ยน Flow 10% แล้วคลิกตรงขอบก้อนเมฆ
17.เข้า Filter/Blur เลือก Gaussian Blur ตั้งเป็น 7 กด OK
18.แล้วเราก็ลากรูปมาใส่ เปลี่ยน Normal เป็น Screen
2.เปลี่ยนสี Color Box สีฟ้า
3.เข้าแถบเครื่องมือการเทสี เลือก Gradient Tool G คลิกแถบเครื่องมือตัวอย่างสี เลือก Reset Gradients OK
4.ลากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งตามที่เราต้องการ
5.เปลี่ยน Background ให้เป็น Layer 0
6.สร้าง Layer 1 ขึ้นมา
7.เปลี่ยนสี Color Box เปลี่ยนสีดำ,ขาว
8.เข้า Filter/Render เลือก Clouds
9.เข้า Filter/Render เลือก Difference Clouds
10.กด Ctrl+F
11.กด Ctrl+ L เปลี่ยน ช่องแรก 30,1.00,100 กด OK
12.คลิกขวา Layer 1 เลือก Duplicate Layer กด OK
13.เข้า Filter/Stylize เลือก Extrude ตั้งค่าช่องแรก 2,30 คลิก Level-based กด OK
14.เปลี่ยน Normal เป็น Screen ทั้ง 2 Layer
15.เข้า Filter/Blur เลือก Gaussian Blur ตั้งเป็น 1.9 กด OK
16.เข้าแถบเครื่องมือด้านซ้ายตัวที่ 8 พู่กัน คลิกขวาเลือก Eraser Tool E คลิกแถบเครื่องมือด้านบนช่อง 2 เปลี่ยนเป็น 9 pixel และเปลี่ยน Flow 10% แล้วคลิกตรงขอบก้อนเมฆ
17.เข้า Filter/Blur เลือก Gaussian Blur ตั้งเป็น 7 กด OK
18.แล้วเราก็ลากรูปมาใส่ เปลี่ยน Normal เป็น Screen
การทำหัว Blog (สยาม ศรีโสภา-แจ็ค)
1.เข้า File/New เลือก Custom เปลี่ยนช่อง Height 250 Resolution 300
2.ปรับสี Background ไล่ระดับสี
3.คลิก เลือก Gradient Tool
4.ลากตรงกรอบสี่เหลี่ยมด้านไหนก็ได้
5.จากนั้นก็เลือกรูปแล้วลากมาใส่กรอบที่เราทำไว้
6.คลิกตรง ด้านล่าง
7.ไปเลือกที่ Gradient Tool เพื่อเลือกภาพสุดท้าย
8.ไปเลือกที่ Gradient Tool คลิกซ้าย 1 ครั้ง แล้วคลิกตรงที่ใหม่แช่ไว้แล้วลากให้เป็นเส้นโค้งแล้วปล่อย กด Alt ค้างไว้ คลิกที่จุดดำแล้วอีกหนึ่งเส้นมันจะหายไป แล้วกลับมาคลิกที่จุดเริ่มต้นมันจะมาประกบกัน แล้วกด Ctrl + Enter มันจะมีเส้นปะขึ้นมา
9.สร้าง Layer ใหม่แล้วเลือกลงสี Gradient Tool แล้วกด Ctrl + D เส้นปะก็จะหายไป ถ้าเราอยากจะได้หลายๆ เส้นเราก็ไปกด Alt ค้างไว้แล้วก็ลากไปที่ที่เราต้องการ
2.ปรับสี Background ไล่ระดับสี
3.คลิก เลือก Gradient Tool
4.ลากตรงกรอบสี่เหลี่ยมด้านไหนก็ได้
5.จากนั้นก็เลือกรูปแล้วลากมาใส่กรอบที่เราทำไว้
6.คลิกตรง ด้านล่าง
7.ไปเลือกที่ Gradient Tool เพื่อเลือกภาพสุดท้าย
8.ไปเลือกที่ Gradient Tool คลิกซ้าย 1 ครั้ง แล้วคลิกตรงที่ใหม่แช่ไว้แล้วลากให้เป็นเส้นโค้งแล้วปล่อย กด Alt ค้างไว้ คลิกที่จุดดำแล้วอีกหนึ่งเส้นมันจะหายไป แล้วกลับมาคลิกที่จุดเริ่มต้นมันจะมาประกบกัน แล้วกด Ctrl + Enter มันจะมีเส้นปะขึ้นมา
9.สร้าง Layer ใหม่แล้วเลือกลงสี Gradient Tool แล้วกด Ctrl + D เส้นปะก็จะหายไป ถ้าเราอยากจะได้หลายๆ เส้นเราก็ไปกด Alt ค้างไว้แล้วก็ลากไปที่ที่เราต้องการ
การทำภาพ Lomo ( ธนะชัย สว่างกุล-เพียว)
1.เลือกภาพที่ต้องการ ควรเป็นภาพธรรมชาติ
2.สร้าง Background ขึ้นมาอีกหนึ่ง โดยคลิกขวาที่ Background คลิกที่ Dvplicate Layer
3.เปลี่ยนจาก Nomal- Soft Light
4.สร้าง layer- feather-30px-Rectargvlar Marquee Tool
5.ลากใส่รูปให้เป็นคล้ายกรอบรูป
5.คลิกขวา Select Inverse ใช้เครื่องมือ Paint Bucket Tool เพื่อเติมสีเลือกเป็นสีดำ-ขาว
6.จากนั้นกด ctrl+J เพื่อ copy layer เปลี่ยน Nomal ให้เป็น Overley ทั้งสอง
7.สร้าง layer ขึ้นมาอีกไปที่เครื่องมือ Gradient tool เป็นสีให้เป็นสีขาวหมด
8.แล้วลากเพื่อทำเป็นคล้ายๆแสงสว่าง แล้วเลื่อน layer นั้นมาใส่ระหว่างกลางของสอง layer ก่อนหน้า
2.สร้าง Background ขึ้นมาอีกหนึ่ง โดยคลิกขวาที่ Background คลิกที่ Dvplicate Layer
3.เปลี่ยนจาก Nomal- Soft Light
4.สร้าง layer- feather-30px-Rectargvlar Marquee Tool
5.ลากใส่รูปให้เป็นคล้ายกรอบรูป
5.คลิกขวา Select Inverse ใช้เครื่องมือ Paint Bucket Tool เพื่อเติมสีเลือกเป็นสีดำ-ขาว
6.จากนั้นกด ctrl+J เพื่อ copy layer เปลี่ยน Nomal ให้เป็น Overley ทั้งสอง
7.สร้าง layer ขึ้นมาอีกไปที่เครื่องมือ Gradient tool เป็นสีให้เป็นสีขาวหมด
8.แล้วลากเพื่อทำเป็นคล้ายๆแสงสว่าง แล้วเลื่อน layer นั้นมาใส่ระหว่างกลางของสอง layer ก่อนหน้า
การตัดต่อรูปหน้า(จาตุรน เม่นหวา-พี่นัท)
1.เลือกรูปที่จะมาตัดต่อ(รูปที่คล้าย ๆกันจะทำได้ง่าย
2.ตัดใบหน้ารูปเราไปใส่อีกรูปหนึ่งด้วยเครื่องมือ Magndic Lasso Tool แล้วนำไปไว้ Layer ที่สร้างไว้
3.แต่งภาพให้เนียนด้วยเครื่องมือ Eraser tool ลบส่วนเกินที่ไม่ต้องการออกและจัดใบหน้าให้เช้ากัน
4.ใช้เครื่องมือ Blur Tool ที่คล้ายรูปหยอดน้ำเกลี่ยผิวภาพ
5.ปรับความสว่างโดย Image-Adjustment-Brihtnessl Contrast
6.ปรับความคมชัด Image-Adjustment-Color Balance ปรับภาพให้กลมกลืนกัน
7.ถ้าต้องการดูดสีของสีผิวไปใส่ใบหน้า หรือสีของใบหน้าให้เหมือนกับสีผิวโดยการใช้เครื่องมือ Color Replacement Tool แล้วกด Alt แช่ไว้แล้วดูดสี
8.ถ้าต้องการให้หน้าสว่างขึ้นใช้เครื่องมือ Dodge Tool
9.ถ้าต้องการให้ภาพคมเข้มใช้เครื่องมือ Burn Tool
10.ปรับแต่งภาพให้เข้ากันแล้ว Save
2.ตัดใบหน้ารูปเราไปใส่อีกรูปหนึ่งด้วยเครื่องมือ Magndic Lasso Tool แล้วนำไปไว้ Layer ที่สร้างไว้
3.แต่งภาพให้เนียนด้วยเครื่องมือ Eraser tool ลบส่วนเกินที่ไม่ต้องการออกและจัดใบหน้าให้เช้ากัน
4.ใช้เครื่องมือ Blur Tool ที่คล้ายรูปหยอดน้ำเกลี่ยผิวภาพ
5.ปรับความสว่างโดย Image-Adjustment-Brihtnessl Contrast
6.ปรับความคมชัด Image-Adjustment-Color Balance ปรับภาพให้กลมกลืนกัน
7.ถ้าต้องการดูดสีของสีผิวไปใส่ใบหน้า หรือสีของใบหน้าให้เหมือนกับสีผิวโดยการใช้เครื่องมือ Color Replacement Tool แล้วกด Alt แช่ไว้แล้วดูดสี
8.ถ้าต้องการให้หน้าสว่างขึ้นใช้เครื่องมือ Dodge Tool
9.ถ้าต้องการให้ภาพคมเข้มใช้เครื่องมือ Burn Tool
10.ปรับแต่งภาพให้เข้ากันแล้ว Save
การทำจิ๊กซอล(น้ำฝน โตกลาง-ฝน)
การตัดภาพพื้นหลัง(สุจิวรรณ ชูเดช-ปู)
การทำภาพรุ้งกินน้ำ(สุนิศา ผลมาตย์-อ้อม)
1.เลือกภาพที่ต้องการ
2.เลือก Gradient Tool- Radial Gradient Tool-Click open to Gradient pixker-Special Effect จะมีภาพรุ้งกินน้ำแล้วคลิดตกลง
3.สร้าง Layer ใหม่ แล้วไปที่ Gradient Tool ลากเส้นตรงจากล่างไปบน ปรับตามความต้องการ
4.ไปที่ Add Layer mash ปรับกล่องสีให้เป็นดำ-ขาว ไปที่ Brush Tool-Brush preset pixker
ปรับขนาดแปรงเป็น 250 ปรับ Opacity=100% Flow=100%
5.คลิกที่ภาพส่วนที่ต้องการให้รุ้งจางลง จากนั้นไปที่ Layer 1-Opacity 20%
2.เลือก Gradient Tool- Radial Gradient Tool-Click open to Gradient pixker-Special Effect จะมีภาพรุ้งกินน้ำแล้วคลิดตกลง
3.สร้าง Layer ใหม่ แล้วไปที่ Gradient Tool ลากเส้นตรงจากล่างไปบน ปรับตามความต้องการ
4.ไปที่ Add Layer mash ปรับกล่องสีให้เป็นดำ-ขาว ไปที่ Brush Tool-Brush preset pixker
ปรับขนาดแปรงเป็น 250 ปรับ Opacity=100% Flow=100%
5.คลิกที่ภาพส่วนที่ต้องการให้รุ้งจางลง จากนั้นไปที่ Layer 1-Opacity 20%
การทำภาพซ้อน(นฤมล สีหาบัตร-แนน)
การทำภาพเบลอ (ศุภรักษ์ เสร็จกิจ -โอม)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






